กำหนด "จุดยืน และ จุดขาย" ของตัวคุณ
การที่คนจะจำคุณได้จากผู้สมัครงานอีกหลายร้อยคน ไม่ใช่เพราะคุณทำได้ทุกอย่าง แต่เพราะคุณ “เลือก” ที่จะเป็นตัวแทนของบางสิ่งที่ชัดเจน บทความนี้จะช่วยให้คุณนิยามจุดยืนหรือจุดขายที่สื่อถึงตัวคุณได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่เรื่องความเก่ง แต่คือความชัดในสิ่งที่คุณอยากเป็นที่รู้จัก
จุดยืน (Positioning) คืออะไร
จุดยืนในบริบทของ Personal Brand คือภาพลักษณ์หรือบทบาทที่คุณอยากให้คนจำคุณได้เมื่อพูดถึงคุณ เช่น “นักออกแบบที่เข้าใจธุรกิจ”, “นักวิเคราะห์ที่คุยกับทีมได้รู้เรื่อง” หรือ “คนที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย”
คุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในทุกอย่าง แต่ต้อง “เด่น” ในบางมุมที่คุณรู้ว่ามันมีคุณค่าต่อผู้ว่าจ้าง
ความต่างระหว่างจุดยืนกับจุดแข็ง
- จุดแข็ง (Strengths): คือสิ่งที่คุณทำได้ดี เช่น คิดเชิงวิเคราะห์ สื่อสารเก่ง ทำงานละเอียด
- จุดยืน (Positioning): คือ “มุมมองเฉพาะ” หรือ “บทบาท” ที่คุณเลือกจะใช้จุดแข็งเหล่านั้นไปสร้างประโยชน์ในแบบของคุณ
ตัวอย่างจุดยืนที่สื่อถึงความเป็นตัวเอง
- “นักประสานงานที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยไม่เสียเวลา”
- “นักเล่าเรื่องที่ทำให้ข้อมูลแห้ง ๆ กลายเป็นอะไรที่คนอยากฟัง”
- “คนจัดการระบบหลังบ้านที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่นโดยที่คนอื่นไม่ต้องรู้”
แนวทางการตั้งจุดขายส่วนตัว
- สำรวจจาก Feedback ที่คุณเคยได้รับ เช่น “คุณเป็นคนที่…” แล้วดูว่าประโยคนั้นมีคำซ้ำ ๆ กันหรือไม่
- คิดถึงปัญหาหรือ Pain Point ที่คุณมักถูกเรียกไปช่วยเสมอ เช่น ทีมสับสน – คุณช่วยประสาน, ข้อมูลเยอะ – คุณสรุปให้เข้าใจ
- เลือกเรื่องเดียวที่คุณอยากให้คน “จดจำ” เมื่อพูดถึงคุณ (อย่าเลือก 3-4 เรื่อง)
ข้อควรระวังในการตั้งจุดยืน
- อย่าเขียนแบบกว้างเกินไป เช่น “คนที่ทำได้ทุกอย่าง” เพราะคนจะไม่รู้ว่าจะนึกถึงคุณเรื่องไหน
- อย่าพยายามเป็น “คนเก่ง” อย่างเดียว แต่ให้เลือกเป็น “คนที่ช่วยให้บางอย่างดีขึ้น”
- อย่าเลือกจุดขายตามแฟชั่น เช่น “Storyteller” หรือ “Change Agent” ถ้าไม่ได้มีประสบการณ์ในด้านนั้นจริง
ใช้จุดยืนนี้อย่างไรในการสมัครงาน
- เขียนไว้ในหัวข้อแนะนำตัว หรือสรุปโปรไฟล์ใน Resume
- ใช้ในคำอธิบายประสบการณ์ในพอร์ต หรือ LinkedIn
- พูดถึงจุดนี้ในตอนสัมภาษณ์ เพื่อเชื่อมโยงกับความต้องการขององค์กร
Personal Brand ที่ดีไม่ใช่การบอกว่าคุณทำได้ทุกอย่าง แต่คือการเลือกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดยืนของคุณอย่างชัดเจน จุดยืนที่แข็งแรงจะทำให้คน “เห็นคุณในบทบาทที่ชัด” และเชื่อมั่นว่าคุณจะเติมเต็มสิ่งที่องค์กรต้องการได้อย่างพอดี